ส.ไทยรับสร้างบ้านผนึกนิตยสารโฮมแอนด์รีสอร์ต
 
จัดอีเวนท์ “บ้านและวัสดุออนไลน์แฟร์ ’61” รับเทรนด์ 4.0
 
 
          สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Builders Association:THBA) มองภาพรวมเศรษฐกิจประเทศปี 2561 เป็นไปในทิศทางบวกเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนได้จากความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการของภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และประชาชนทั่วไป ที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต ภายหลังจากที่รัฐบาลคสช.ส่งสัญญาณว่าจะมีการเลือกตั้งช่วงปลายปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า ทั้งนี้ในหลาย ๆ กลุ่มธุรกิจพบว่ามีการขยายและปรับตัวดีขึ้น อาทิเช่น กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจส่งออก ฯลฯ ยกเว้นบางกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ได้แก่ ภาคการเกษตรและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง กลุ่มค้าส่งและค้าปลีกในภูมิภาค สะท้อนได้จากกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่ยอดขายยังไม่ฟื้นตัวและเงินหมุนเวียนในธุรกิจฝืด ดังนั้น ทุกรายจึงต้องหันมาเร่งปรับตัวเพื่อลดต้นทุนและลดภาระค่าใช้จ่าย รวมทั้งหาช่องทางขยายตลาดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น
 
 
          นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน เผยว่า ปริมาณและมูลค่าบ้านสร้างเอง ภายหลังผ่าน 2 เดือนแรกศักราชใหม่ปี 2561 สมาคมฯ มองเห็นสัญญาณความต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ของผู้บริโภคและประชาชน สามารถขยายตัวได้ดีกว่าปีที่แล้ว โดยจากการสอบถามผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งในต่างจังหวัด และผู้ประกอบการสร้างบ้านในท้องถิ่น (ต่างจังหวัด) ส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า ผู้บริโภคที่สนใจและติดต่อเรื่องการสร้างบ้านมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการขอสินเชื่อสร้างบ้านในปีนี้เริ่มกลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดยสมาคมฯ ประเมิน 5 ปัจจัยบวกที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจสร้างบ้านในปีนี้ ประกอบด้วย 1.ผู้บริโภคมีความมั่นใจมากขึ้นต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองในอนาคต 2.แรงกระตุ้นจากอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคาร ที่แข่งขันกันให้กู้ยืมเพื่อปลูกสร้างบ้านในปีนี้ 3.ความต้องการที่อยู่อาศัยและกำลังซื้อที่อั้นมาระยะหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีที่ดินเป็นของตัวเองอยู่แล้ว เริ่มกล้าที่จะลงทุนและใช้จ่ายเรื่องบ้านมากขึ้น 4.ผลของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ที่จะประกาศใช้บังคับ ทำให้ประชาชนตื่นตัวและนำที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ และ 5.ผลจากราคาบ้านเดี่ยวที่สูงขึ้นและภาระค่าใช้จ่ายส่วนกลางโครงการบ้านจัดสรร ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งเปลี่ยนใจมาซื้อที่ดินเปล่าและปลูกสร้างบ้านเอง
 
 
 
 
 
          สำหรับ ภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้ โอกาสขยายและเติบโตน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับปริมาณบ้านสร้างเอง โดยคาดว่าตลาดรวมทั่วประเทศของกลุ่มธุรกิจรับสร้างบ้านมีมูลค่าประมาณ 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนประมาณ 8-10%  อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ พบว่าการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจรับสร้างบ้านทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโลกออนไลน์ช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาข้อมูลได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น และผู้ประกอบการสื่อสารกันได้สะดวกขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรหาทางเร่งปรับตัว เพื่อลดต้นทุนในภาวะที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูง รวมทั้งมุ่งตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคเศรษฐกิจ 4.0 ที่เน้นความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ประกอบการ ก่อนจะตัดสินใจเลือกผู้ประกอบการที่ตรงใจ
 
 
 
          นายสิทธิพร กล่าวเสริม เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ ทั้งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟน กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคใช้ค้นหาผลิตภัณฑ์และบริการ แทนสื่อออฟไลน์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ไปแล้ว ดังนั้นจึงเป็นที่มาและแนวคิดใหม่ของสมาคมฯ และสมาชิกในการขับเคลื่อนธุรกิจรับสร้างบ้านให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างของผู้บริโภค โดยร่วมมือกับ นิตยสารและเว็บไซต์โฮมแอนด์รีสอร์ต ริเริ่มจัดงานอีเวนท์ออนไลน์ขึ้นในปี 2561 นี้ภายใต้ชื่องาน “บ้านและวัสดุออนไลน์ 2561” สำหรับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดงานครั้งนี้ ก็เพื่อปรับตัวรับกับสถานการณ์และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมทั้งเพื่อประโยชน์ของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ภายใต้กรอบแนวคิดคือ

 

          ประการแรก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วประเทศ ที่สนใจเรื่องบ้านหรือที่อยู่อาศัยและวัสดุก่อสร้าง ในการจะเข้าถึงข้อมูลของผู้ประกอบการรับสร้างบ้านและวัสดุก่อสร้าง ผ่านเครื่องมือสื่อสารออนไลน์เสมือนว่าได้เข้าชมงานแสดงสินค้าจริง ๆ โดยไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเฉพาะผู้บริโภคที่อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งในงานฯ ออนไลน์ครั้งแรกนี้ จะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมออกบูธนับ 100 ราย พร้อมจัดกิจกรรมการตลาดหรือขนโปรโมชันเด็ด ๆ ทั้ง ลด แจก แถม กันอย่างคึกคักเฉพาะในงานฯ เท่านั้น ประการถัดมา ถือเป็นการเปิดตลาดใหม่ ๆ ให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เป็นผู้ผลิตและผู้จำหน่าย ซึ่งจะได้พบกำลังซื้อผู้บริโภคใหม่ ๆ จากทั่วประเทศโดยตรง จากเดิมที่อาจต้องพึ่งพาผู้แทนจำหน่ายหรือโมเดิร์นเทรด ในการขยายตลาดต่างจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ผู้ประกอบการจะได้พบทั้งผู้บริโภคที่เป็นเจ้าของบ้านและกลุ่มผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน เจ้าของโครงการที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัด ที่จะเข้ามาเลือกซื้อเลือกช็อป เพื่อนำไปใช้กับการสร้างบ้าน ซ่อมบ้าน ต่อเติมบ้าน เป็นต้น ประการสุดท้าย เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้สู่ผู้บริโภคในวงกว้างทั่วประเทศ ทั้งในส่วนของธุรกิจรับสร้างบ้าน วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือก่อสร้าง และธนาคารผู้ให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ต้องการผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพ และวัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูงในราคายุติธรรม รวมถึงความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสินเชื่อสร้างบ้าน ซื้อบ้านและที่อยู่อาศัย จากธนาคารชั้นนำและเจ้าของแบรนด์หรือตัวแทนโดยตรง
 
 
 
          นายสิทธิพร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า งานฯ นี้สมาคมฯ ตั้งเป้าจะมีจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม www.thaionlinefair.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์จัดงาน “บ้านและวัสดุออนไลน์แฟร์ 2561” วันละ 3 - 5 หมื่นรายหรือประมาณ 4-5 แสนราย ตลอดระยะเวลาของการจัดงาน 11 วัน ในระหว่างวันที่ 10 - 20 มีนาคม 2561 โดยภายในงานฯ จะมีผู้ประกอบการรับสร้างบ้านและวัสดุเข้าร่วมออกบูธประมาณ 100 ราย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการตอบตกลงเข้าร่วมออกบูธแล้วกว่า 70-80% สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานฯ สามารถติดต่อและจองบูธออนไลน์ได้จนถึงวันจัดงานฯ และนี่คือจุดเด่นของการจัดงานอีเวนท์ออนไลน์ ที่ตัดสินใจใกล้ถึงวันจัดงานฯ ก็ได้ เพราะบูธไม่ต้องมีการก่อสร้างใด ๆ
 
 
 
         นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 10-20 มีนาคม 2561 นิตยสารและเว็บไซต์โฮมแอนด์รีสอร์ต ในฐานะผู้บริหารเว็บไซต์จัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ ยังได้จัดงาน “โฮมแอนด์รีสอร์ตออนไลน์แฟร์ 2561” ขึ้นพร้อมกันอีกหนึ่งงานฯ ภายใต้คอนเซปต์ “VITAMIN SEA” หรือ “เพราะร่างกายต้องการทะเล” อันเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศไทย ให้คึกคักยิ่งขึ้นตามนโยบายภาครัฐอีกด้วย